ผู้เขียน หัวข้อ: อายะฮฺอัต-ตัฏฮีร และหะดีษกิสาอฺ  (อ่าน 1513 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ itroh

  • ระดับ นักเรียนประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ความเคลื่อนไหว:
    0%
  • คะแนนน้ำใจ: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
อายะฮฺอัต-ตัฏฮีร และหะดีษกิสาอฺ
« เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 01:23:37 PM »

بسم الله الرحمن الرحيم

อายะฮฺอัต-ตัฏฮีร และหะดีษกิสาอฺ


หะดีษกิสาอฺเป็นหะดีษที่มีการบันทึกไว้ในหนังสือหะดีษ หนังสือประวัติศาสตร์และตัฟซีรฺ(คำอรรถาธิบายอัล-กุรฺอาน)มากมายทั้งฝ่ายสุนนีย์และคนกลุ่มอื่นๆ ผู้บันทึกและรายงานหะดีษนี้มีมากมายหลายคน อาทิ ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ อบู สะอีด อัล-คุฎรี อัมรฺ อิบนฺ อบู ซัลมา(บุตรชายของท่านหญิงสะละมะฮฺ เกิดจากอบู ซัลมา สามีเก่าของท่านหญิง)และวาซิละฮฺ อิบนฺ อัสกออฺ นอกจากนี้ยังปรากฏเป็นบันทึกอยู่ในหนังสือมุสตัดร็อก ศอหิฮีนของฮากีม หนังสือหะดีษศอหิฮฺของมุสลิม หนังสือหะดีษศอหิฮฺของติรฺมิซี หนังสือมุสนัดของอะหฺมัด หนังสือสุนัน อัล-กุบรอของบัยฮากี ตัฟซีรฺของฏ็อบรี, อิบนฺ กะษีรฺและสะยูตี

ตามรายงานของอุมมุล มุอฺมินีน อาอิชะฮฺ รอฎิฯ กล่าวว่า \\\"ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออก(จากบ้าน)ไปในเช้าวันหนึ่ง บนร่างของท่านมีเสื้อคลุมที่มีลายเป็นทางทำมาจากขนสัตว์สีดำ ต่อมาหะซันบุตรอะลีได้มาหาท่าน ท่านได้ให้เขาเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุมของท่าน จากนั้นหุเซนได้มาหาท่าน ท่านก็ได้ให้เขาเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุมของท่าน ภายหลังฟาฏิมะฮฺได้มาหาท่าน ท่านก็ได้ให้นางเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุมของท่าน จากนั้นอะลีได้มาหาท่าน ท่านก็ได้ให้เขาเข้าไปอยู่ในเสื้อคลุมของท่านด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า \\\"แท้จริงอัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้าโอ้อะหลุลบัยตฺและทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง\\\"

หะดีษข้างต้นคัดจากบันทึกของท่านมุสลิม สำหรับในบันทึกหะดีษของติรฺมิซีมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า : โองการนี้ “อัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหลุลบัยตฺ และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง” ได้ประทานลงมาในบ้านของอุมมุ ซะละมะฮฺ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้เรียกฟาฏิมะฮฺ หะซันและหุเซนเข้ามา และท่านได้คลุมพวกเขาด้วยเสื้อคลุม โดยมีอะลีอยู่ด้านหลังของท่าน ท่านได้คลุมพวกเขาด้วยเสื้อคลุม หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า \\\"โอ้อัลลอฮฺ พวกเขาเหล่านี้คือสมาชิกในครอบครัวของข้าฯ ดังนั้นได้โปรดขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเขา และได้ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง\\\" อุมมุสะละมะฮฺได้กล่าวว่า \\\"และดิฉันขออยู่กับพวกเขาด้วย โอ้ท่านนบีของอัลลอฮฺ\\\" ท่านนบีกล่าวว่า \\\"เธอก็อยู่ในตำแหน่งของเธอแล้ว และเธอจะไปสู่ความดี\\\"

จากการศึกษาหะดีษเรื่องเดียวกันที่มาจากบันทึกอื่นๆ พบว่าส่วนที่รายงานสอดคล้องกันได้แก่เรื่องที่ว่าอายะฮฺดังกล่าวถูกประทานลงมาที่บ้านของท่านหญิงสะละมะฮฺ รอฎิฯ ภายหลังท่านนบี ศ็อลฯ จึงให้คนไปเรียกท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านหะซันและหุเซน รอฎิฯ มาพบท่าน ท่านได้ใช้เสื้อคลุม(กิสาอฺ)ของท่านโอบคลุมพวกเขาไว้ และสุดท้ายท่านได้ขอดุอาอฺให้พวกเขาดังความข้างต้น

ส่วนรายละเอียดที่แตกต่างกันได้แก่

1. สถานที่อยู่ของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ในขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้ ในรายงานของอบูสะอีดระบุว่า ท่านหญิงนั่งอยู่หลังม่าน ในหนังสือมุสนัดของท่านอะหฺมัดระบุว่าท่านหญิงอยู่นอกห้องที่ท่านนบี ศ็อลฯ นั่งอยู่ ในตัฟซีรฺของสะยูตีและในหนังสือ มุชกิล อัล-อาษัรฺ ระบุว่า ท่านหญิงเองกล่าวว่า เธอยืนอยู่ที่ประตูบ้าน แต่ในตัฟซีรฺของฏ็อบรีซึ่งอ้างรายงานของอบูสะอีดจากท่านหญิงเองว่า เธอกำลังนั่งอยู่ที่ประตูบ้าน

2. ตำแหน่งการปรากฏกายของท่านอะลี ภรรยาและบุตรชายทั้งสอง ตามรายงานของอัมรฺ อิบนฺ ซัลมาระบุว่า ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านหะซันและหุเซน รอฎิฯ เข้ามานั่งด้านหน้าท่านนบี ศ็อลฯ ส่วนท่านอะลี รอฎิฯ เมื่อเข้ามาพบท่านนบีแล้วก็นั่งอยู่ด้านหลังท่าน แต่ในหนังสือมุสตัดร็อกของฮากีมซึ่งอ้างรายงานของวาซิละฮฺ อิบนฺ อัสกออฺกลับระบุว่า ท่านนบี ศ็อลฯ ให้ท่านอะลีและท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ รอฎิฯ นั่งอยู่เบื้องหน้าท่าน ส่วนท่านหะซันและหุเซน ท่านนบี ศ็อลฯ ให้นั่งอยู่บนตักของท่านหรืออยู่ในอ้อมแขนของท่าน

3. ช่วงเวลาที่อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา รายงานส่วนใหญ่ระบุว่า เมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ จึงให้คนไปเรียกท่านอะลี บุตรสาวและหลานชายทั้งสองของท่านเข้ามาพบท่าน แต่ในบางรายงานกลับพบข้อวามในทางตรงกันข้าม อาทิ ในตัฟซีรของฏ็อบรีอ้างรายงานจากท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ระบุว่าในช่วงเวลาที่อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา ขณะนั้นท่านนบี ศ็อลฯ บุตรสาว บุตรเขยและหลานชายทั้งสองนั่งกันอยู่ในบ้านของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺแล้ว

4. แม้แต่ช่วงเวลาที่นบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ดุอาอฺยังขัดแย้งกัน ในหนังสือตัฟซีรฺของฏ็อบรีซึ่งอ้างรายงานของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ระบุว่า เมื่อบุตรสาว บุตรเขยและหลานชายทั้งสองมานั่งล้อมรอบท่านแล้ว ท่านก็ใช้เสื้อคลุมโอบพวกเขาไว้ แล้วจึงขอดุอาอฺด้วยข้อความที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น จากนั้นอายะฮฺดังกล่าวจึงถูกประทานลงมา ในหนังสือมุสตัดร็อกของฮากีมซึ่งอ้างรายงานของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ ญะอฺฟัรฺ(พี่ชายของท่านอะลี)ก็ระบุในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตามรายงานส่วนใหญ่ระบุว่า การดุอาอฺของท่านนบี ศ็อลฯ เกิดขึ้นภายหลังการประทานอายะฮฺดังกล่าวแล้ว

หะดีษที่มีความแปลกและน่าวิเคราะห์มากที่สุดอยู่ในหนังสือมุสตัดร็อกของฮากีม ซึ่งอ้างรายงานของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ ญะอฺฟัรฺ ความว่า :

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม สังเกตุเห็นว่าวะหฺยูของอัลลอฮฺกำลังจะลงมาท่านจึงกล่าวว่า \\\"ไปเรียกมาพบข้าฯ ไปเรียกมาพบข้าฯ\\\" ศอฟียะฮฺสอบถามว่า \\\"โอ้นบีของอัลลอฮฺ จะให้ดิฉันไปเรียกใครมาพบท่านหรือ\\\" ท่านก็ตอบว่า \\\"จงไปเรียกสมาชิกในครัวเรือนของข้ามาพบข้าฯ ได้แก่ อะลี ฟาฏิมะฮฺ หะซันและหุเซน\\\" แล้วพวกเขาจึงถูกเรียกให้มาอยู่ใกล้ๆ ท่านนบี และเมื่อทุกคนมากันพร้อมแล้ว ท่านนบี ศ็อลฯ จึงเอาเสื้อคลุมโอบพวกเขาไว้ หลังจากนั้นท่านได้ยกมือขึ้นขอดุอาอฺว่า \\\"โอ้อัลลอฮฺพวกเขาคือสมาชิกในครัวเรือนของข้า ได้ทรงประทานความโปรดปรานของพระองค์ให้แก่ข้าและลูกหลานของข้า\\\" ในเวลาเดียวกัน อัลลอฮฺ ศุบหฯ ได้ทรงลงโองการมีความว่า “อัลลอฮฺเพียงประสงค์ที่จะขจัดความไม่บริสุทธิ์ออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะหฺลุลบัยตฺ และทรงประสงค์ที่จะชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง\\\"

รายงานข้างต้นดูแปลกและน่าสงสัย ประการแรก ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดต่อหน้าท่านหญิงศอฟียะฮฺ รอฎิฯ มิใช่ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ เหมือนในรายงานอื่นๆ อีกประการหนึ่ง รายงานนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม รู้ล่วงหน้าว่าอัลลอฮฺ ศุบหฯ กำลังจะมีพระโองการลงมา และเมื่ออ่านดูเนื้อหาของหะดีษแล้ว พอจะสันนิษฐานได้ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เองก็รู้ว่าโองการดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรสาว บุตรเขยและหลานชายทั้งสองของท่านอย่างแน่นอน ท่านจึงใช้ให้ท่านหญิงศอฟียะฮฺ รอฎิฯ ภรรยาของท่านไปตามบุคคลทั้งสี่มาพบท่าน และก็ประจวบเหมาะอย่างยิ่งเหลือเกิน พอท่านดุอาอฺให้พวกเขาในทันใดโองการดังกล่าวก็ถูกประทานลงมา เป็นการตอบรับดุอาอฺของท่านในทันที แต่คำถามก็มีอยู่ว่า เมื่อท่านทราบเนื้อหาของโองการก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลทั้งสี่ ทำไมท่านต้องขอดุอาอฺให้พวกเขาอีกด้วยเพราะโองการที่เป็นกฎและสัญญาของอัลลอฮฺ ศุบหฯ ก็กำลังจะลงมาอยู่แล้ว

เราคงจำสาเหตุที่มีการลงโองการว่าด้วยคำว่า อินชา อัลลอฮฺ กันได้ดี เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการที่มีชายคนหนึ่งมาสอบถามปัญหากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านนบีไม่ทราบและก็คาดการณ์ว่าอัลลอฮฺ ศุบหฯ คงจะมีโองการลงมาในวันนั้นวันนี้ แต่พอถึงวันดังกล่าวจริงๆ กลับไม่มีพระโองการลงมาตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม สัญญาชายผู้นั้นไว้ ภายหลังอัลลอฮฺ ศุบหฯ จึงมีโองการลงมาแนะให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ใช้คำว่า อินชาอัลลอฮฺ(หากอัลลอฮฺทรงประสงค์)ในการคาดการเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งเรื่องนี้เป็นหลักฐานได้อย่างชัดเจนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ทราบถึงกำหนดการลงโองการของอัลลอฮฺ ศุบหฯ แต่อย่างใด และเรื่องนี้มีแต่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบ เพราะเหตุนี้เราจึงปฏิเสธความน่าเชื่อถือของรายงานข้างต้น

ในตอนท้ายของหะดีษกิสาอฺจะปรากฏรายงานบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ กับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ในเรื่องตำแหน่งของท่านหญิงเอง รายงานดังกล่าวมีใจความต่อไปนี้คือ :

ตามบันทึกของติรฺมิซีระบุว่า ท่านหญิงเอ่ยปากถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า \\\"และดิฉันขออยู่กับพวกเขาด้วย โอ้ท่านนบีของอัลลอฮฺ\\\" ท่านนบีกล่าวว่า \\\"เธอก็อยู่ในตำแหน่งของเธอแล้ว และเธอจะไปสู่ความดี\\\" ซึ่งคำตอบดังกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นี้มิใช่คำตอบปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า \\\"ไม่ใช่” และก็ไม่ใช่คำตอบในเชิงคำสั่งว่า \\\"เธอจงอยู่ในที่ของเธอ\\\" การที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าเธอก็อยู่ในตำแหน่งของเธอแล้วนั้นคือการยืนยันว่า ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ อยู่ในตำแหน่งภรรยาของนบี เป็นสมาชิกในครัวเรือนของท่าน(อะหฺลุลบัยตฺ) และได้รับการขจัดความไม่บริสุทธิ์และถูกชำระให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่งตามนัยของอายะฮฺฏอฮิรฺโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว คำทิ้งท้ายของท่านนบี ศ็อลฯ ที่ว่า เธอจะไปสู่ความดี เป็นการรับรองว่าท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ คือคนหนึ่งที่อยู่ในความดีงาม และอนาคตก็จะพบแต่ความดีด้วยเช่นกัน

ในรายงานหนังสือมุสนัดของท่านอะหฺมัดระบุว่า ท่านหญิงยื่นหน้า(ผ่านม่าน)เข้าไปในห้อง แล้วถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า \\\"ดิฉันได้อยู่กับท่านด้วยไหม\\\" ปรากฏคำตอบของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เพียงสั้นๆ ว่า “เธอจะไปสู่ความดี”

ในตัฟซีรของสะยูตี และในหนังสือมุชกิล อัล-อาษัรฺ อ้างรายงานของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ว่า ท่านหญิงสอบถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า \\\"โอ้ท่านนบีของอัลลอฮฺ ดิฉันมิได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของครัวเรือนของท่านหรือ\\\" ท่านตอบว่า \\\"เธอจะไปสู่ความดีและเธอก็เป็นหนึ่งในภรรยาของนบีอยู่แล้ว\\\"

จากรายงานดังกล่าวล้วนยืนยันว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้ตอบเลยว่า \\\"ไม่\\\" ท่านยืนยันฐานะการเป็นภรรยาของท่านหญิงอย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนเหลือเกินย่อมจะได้รับการขจัดความไม่บริสุทธิ์ และถูกชำระให้บริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่งสมตามที่ท่านนบี ศ็อลฯ รับรองว่าเธอจะไปสู่ความดี

แล้วใครเล่ากล่าวว่า ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ หมดสภาพความเป็นมุสลิมภายหลังการวะฟาตของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เหมือนกับภรรยาท่านนบีและเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ นอกจากท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านหะซัน ท่านหุเซน ท่านมิกดาด บิน อัสวัด ท่านอบู ซัรฺอัล-ฆิฟารีและซัลมาน อัล-ฟาริซี รอฎิฯ และบางคนยังรวมอัมมารฺ บินยาซิรฺเข้าในกลุ่มนี้ด้วย เมื่อคนที่ยังอยู่ในอิสลามมีจำนวนเพียงเท่านี้ท่านหญิงอุมมะฮฺ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ย่อมอยู่ในจำนวนคนที่ตกศาสนาด้วย(ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺที่ต้องกล่าวสมมุติเช่นนั้น) ใช่หรือไม่?
ถ้าคำตอบคือ \\\"ใช่\\\" ก็แสดงว่าขัดแย้งกับคำรับรองของท่านนบี ศ็อลฯ ที่กล่าวว่า \\\"และเธอจะไปสู่ความดี\\\" และจะถือว่าหะดีษกิสาอฺที่ยกมาสนับสนุนใช้ไม่ได้ แต่ถ้าตอบว่า \\\"ไม่ใช่\\\" ก็แสดงว่าข้อกล่าวหาเรื่องมุรฺตัดนั้นเป็นเท็จ

อย่าลืมว่ามีหนังสือจำนวนมากมายหลายเล่มนำหะดีษนี้มาเป็นหลักฐานสนับสนุนเกี่ยวกับสถานภาพของท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺท่านหะซันและหุเซน รอฎิฯ ในการเป็นอะหฺลุลบัยตฺ แม้ว่ารายละเอียดของหะดีษกิสาอฺในแต่ละรายงานจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกรายงานระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ \\\"จะไปสู่ความดี\\\"

เมื่อนำหะดีษเหล่านี้มาเป็นหลักฐานสนับสนุนความคิดความเชื่อของตนเองแล้ว ก็ต้องถือว่าท่านยอมรับในเนื้อหาของหะดีษที่ยกมาทุกประการ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องยอมรับสถานภาพของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ รอฎิฯ ตามที่ท่านนบี ศ็อลฯ รับรองด้วยเช่นเดียวกัน การไม่ยอมรับแสดงว่าเป็นคนพูดจาเชื่อถือไม่ได้และไม่มีหลักการจริง

ลำพังหะดีษกิสาอฺอย่างเดียวอาจจะยังไม่ชัดเจนสำหรับพี่น้องบางคน จึงขอคัดลอกหะดีษอีกหะดีษหนึ่งมาเป็นหลักฐานสนับสนุนว่านอกจากบุคคลทั้งสี่ที่เอ่ยมาแล้ว อะหฺลุลบัยตฺยังประกอบไปด้วยบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลฯ ด้วยเช่นกัน

มีรายงานจากท่านอนัสว่า : ท่านหญิงซัยนับ อิบนะตุ ญะหฺช์ ได้ถูกนำมาที่บ้านของท่านนบี ศ็อลฯ(เนื่องจากได้แต่งงานกับท่าน) ฉัน(อนัส)ได้ถูกส่งให้ไปเชิญแขกมารับประทานอาหาร(วะลีมะฮฺ) ซึ่งมีขนมปังและเนื้อ คนกลุ่มหนึ่งก็มารับประทานอาหารแล้วได้กลับออกไป แล้วคนกลุ่มหนึ่งก็มารับประทานอาหารและได้กลับออกไป ฉันได้บอกเชิญไปเรื่อยๆ จนไม่พบผู้ใดเหลืออีกที่จะต้องบอกเชิญ ฉัน(อนัส)จึงพูดว่า \\\"โอ้ท่านนบีของอัลลอฮฺ ผมไม่พบผู้ใดอีกที่ต้องเชิญ\\\" ท่านกล่าวว่า \\\"จงยกเอาอาหารของพวกท่านไป\\\" และมีกลุ่มชายอีกสามคนคงอยู่สนทนาในบ้าน(ของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม) ดังนั้นท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จึงออกไปที่ห้องของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านก็กล่าวว่า \\\"อัสลามุอฺะลัยกุม อะฮฺลัลบัยติ วะเราะหฺมะตุลลอฮิ\\\" (ขอความสันติและความเมตตาของอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน อะหฺลุลบัยตฺเอ๋ย!) เธอ(อาอิชะฮฺ รอฎิฯ)ได้ตอบว่า \\\"ขอความสันติและความเมตตาของอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน ท่านพบว่าอะหฺลิ(สมาชิกในครัวเรือน - ณ ที่นี้คือซัยนับ ภรรยาคนใหม่ของท่าน) ของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ขออัลลอฮฺประทานความจำเริญแก่ท่าน\\\" แล้วท่านก็ไปทั่วทุกห้องของภรรยาของท่านทุกๆ คน พลางกล่าวแก่เธอทั้งหลายอย่างที่ได้กล่าวแก่ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ บรรดาเธอเหล่านั้นก็ตอบอย่างที่ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺได้ตอบ แล้วท่านนบี ศ็อลฯ ก็กลับมายังที่เดิม(บ้านของท่านที่อยู่กับท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ รอฎิฯ) (หะดีษบุคอรี บทที่ 65 กิตาบุต ตัฟสีรฺ)

ตามปกติแล้วคำว่า สมาชิกในครัวเรือน หรืออะหฺลุลบัยตฺ เป็นคำสามัญทั่วไปซึ่งน่าจะเข้าใจกันได้โดยง่าย ถ้าเราพูดว่า เรามีครอบครัวหรือมีครัวเรือน(บัยตฺ) แต่งงานแล้วนำภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างถูกต้อง แต่กลับไม่นับว่าภรรยาเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย ท่านว่าถูกต้องหรือไม่ แม้ว่าภรรยาผู้นั้นจะเป็นคนที่ 2 หรือ 3 หรือ 4 ก็ตาม และแม้ว่าภรรยาคนนั้นจะมิใช่ผู้ให้กำเนิดบุตรของเราก็ตาม การที่จะบอกว่าเฉพาะภรรยาเป็นสมาชิกในครอบครัวโดยไม่รวมบุตรหลานก็ไม่ถูกต้อง และการนับเฉพาะบุตรหลานโดยไม่รวมภรรยาก็ไม่ถูกต้อง

และอีกอย่างถึงแม้ว่าชาวชีอะฮฺนั้นพยายามที่จะวิพากษ์วิจารณ์บรรดาภริยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่าเป็นคนไม่ดีต่างๆ นานา เพื่อบอกว่าพวกนางไม่ใช่อะหฺลุลบัยตฺ และพวกนางมิใช่ \\\"ผู้ปราศจากบาป\\\" หรือบุคคลที่ถูกปกป้องให้พ้นจากบาป แต่ในความเป็นจริงแล้วแม้กระทั่งท่านหญิงฟาติมะฮฺเองก็เคยทำผิดพลาดเช่นกัน ดังเช่นหะดีษที่ว่า คราใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลฯ เดินทางออกไปนอกเมืองมะดีนะฮฺ เมื่อกลับเข้ามาในเมือง สิ่งแรกที่ท่านทำเป็นประจำก็คือ ท่านจะต้องไปเยี่ยมฟาฏิมะฮฺ บุตรสาวของท่านทุกครั้งไป มีอยู่คราหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลฯ กลับจากสงครามตะบูก ท่านก็ไปเยี่ยมฟาฏิมะฮฺเหมือนที่เคยปฏิบัติทุกครั้ง ก่อนหน้านั้นสักเล็กน้อยฟาฏิมะฮฺได้ซื้อผ้าคลุมผมผืนใหม่มาผืนหนึ่ง เธอนำไปย้อมเป็นสีเหลืองอมส้ม และยังแขวนม่านบนประตู หรือปูฟูกบนพื้น ท่านนบี ศ็อลฯ พบเห็นสิ่งเหล่านี้ ท่านจึงหันหลังกลับเข้ามัสญิด โดยไม่ยอมเหยียบย่างเข้าไปในบ้านของเธอ

ฟาฏิมะฮฺทราบเรื่องนี้ในเวลาต่อมา เธอจึงใช้ให้บิลาลไปสอบถามบิดาของเธอว่า ทำไมท่านจึงไม่ยอมก้าวเข้าประตูบ้านของเธอ บิลาลได้ไปสอบถามสาเหตุจากท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งท่านได้เล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่ท่านพบเห็นในบ้านของฟาฏิมะฮฺ

บิลาลได้นำความไปเล่าให้ฟาฏิมะฮฺฟัง เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุแล้ว ฟาฏิมะฮฺจึงรีบถอดม่านประตูออกในทันที เธอยังนำเครื่องตกแต่งไปทิ้ง และนำผ้าคลุมผมผืนเก่าที่เธอเคยใส่อยู่เป็นประจำมาสวมใส่ดังเดิม เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ ทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจากบิลาล ท่านจึงไปหาฟาฏิมะฮฺ และกล่าวเตือนเธอว่า \\\"ลูกสาว เธอจะต้องมีชีวิตเช่นนี้\\\"1. ฮัมมาด บิน อิสหาก บิน อิสมาอีล( ฮ.ศ. 199-267 ), เฏาะรัคตุมัน นะบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม, มะดีนะฮฺ, 1984; เศาะเฮียะฮฺบุคอรี; สุนัน อบู ดาวูด   

มีอีกหะดีษหนึ่งกล่าวว่า ครั้งหนึ่งฟาฏิมะฮฺให้หะซันและหุเซน(ซึ่งในขณะนั้นยังเล็กอยู่)สวมใส่กำไลข้อมือที่ทำจากเงิน เมื่อท่านนบี ศ็อลฯ เห็น ท่านรู้สึกหงุดหงิดและไม่ยอมเข้าบ้านของฟาฏิมะฮฺ เมื่อรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้บิดาของตนขุ่นเคืองใจ ฟาฏิมะฮฺจึงถอดกำไลออกจากข้อมือของบุตรชายทั้งสอง เป็นผลให้หะซันและหุเซนร้องไห้และวิ่งไปหาท่านนบี ซึ่งท่านรับกำไลข้อมือมา และกล่าวว่า \\\"เษาบาน จงนำสิ่งเหล่านี้ไปให้คน(ยากจน)คนนั้น พวกเขาเป็นอะหฺลุลบัยตฺ(สมาชิกในครัวเรือน)ของฉัน และฉันไม่อยากให้ในชีวิตนี้พวกเขาเสวยสุขกันอย่างนั้น\\\"  (เล่มเดียวกัน, หน้า 58; อบู ดาวูด; มุสนัด อะหฺมัด)

สองหะดีษที่นำมาเล่าให้ฟังพูดถึงทัศนะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ที่มีต่อการดำรงชีวิตของท่านและของคนในครอบครัวของท่าน(อะหฺลุลบัยตฺ)ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างสมถะ เรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือยและฟุ้งเฟ้อกับความสุขสบายและความเพริดแพร้วของโลกนี้ มันเป็นกฎระเบียบที่ท่านตราไว้สำหรับทุกคนในครอบครัวของท่าน

แต่หะดีษที่กล่าวมาข้างต้นให้รายละเอียดอะไรบ้าง ผู้อ่านไคร่ครวญเอาเองก็แล้วกันนะครับ และขอถามอีกครั้งว่า นอกจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม แล้ว คนอื่นๆ ยังจะสามารถเป็นผู้ปราศจากบาปด้วยหรือไม่ ?

ออฟไลน์ L-umar

  • ระดับ ศาสตราจารย์
  • *****
  • กระทู้: 2161
  • ความเคลื่อนไหว:
    0%
  • คะแนนน้ำใจ: +6/-2
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re:อายะฮฺอัต-ตัฏฮีร และหะดีษกิสาอฺ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2010, 09:01:16 AM »


ชี้แจงเรื่อง  อายะฮ์ ตัฎฮีร  และฮะดีษกีซาอ์





วะซียะฮ์ ( คำสั่งเสีย )  จากมุมมองของอัลกุรอานและฮะดีษ  

อัลลอฮ์ตะอาลาตรัสว่า  

 
كُتِبَ عَلَيْكُمْ إِذَا حَضَرَ أَحَدَكُمُ الْمَوْتُ إِن تَرَكَ خَيْرًا الْوَصِيَّةُ

ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในพวกเจ้า ถ้าเขาทิ้งสมบัติ(ไว้)ให้ทำพินัยกรรมสั่งเสียไว้    

อัลบะเกาะเราะฮ์ : 180



อัลลอฮ์ทรงสั่งว่า ก่อนตายต้องสั่งเสียพินัยกรรมไว้ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันมิให้ทายาทในครอบครัวต้องแตกแยกกันในเรื่องแบ่งมรดก แล้วอัลลอฮ์จะไม่ทรงสั่งให้ท่านรอซูลสั่งเสียเรื่องผู้นำไว้ก่อนวะฟาตกระนั้นหรือ ?

قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِنِّي تَارِكٌ فِيكُمْ خَلِيفَتَيْنِ كِتَابُ اللَّهِ حَبْلٌ مَمْدُودٌ مَا بَيْنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ أَوْ مَا بَيْنَ السَّمَاءِ إِلَى الْأَرْضِ وَعِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي وَإِنَّهُمَا لَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الْحَوْضَ

ท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า :

แท้จริงฉันได้มอบสองคอลีฟะฮ์ไว้ในหมู่พวกท่าน (คอลีฟะฮ์แรกคือ) กิตาบุลเลาะฮ์คือเชือกทอดอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน และ(คอลีฟะฮ์ที่สองคือ) อิตเราะตี อะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน และแท้จริงสองสิ่งนี้จะไม่มีวันแยกจากกัน จนกว่าจะกลับมายังฉันที่อัลเฮาฎ์(สระเกาซัร)


สถานะหะดีษ : ซอฮี๊ฮฺ ดูซอฮีฮุล ญามิอิซ-ซอฆีร หะดีษที่ 2457  ตรวจทานโดยเชคอัลบานี


อิตเราะฮ์ - (عِتْرَةٌ)  แปลว่าอะไร

ความหมายทางภาษา
อิตเราะฮ์ แปลว่า ญาติสนิท – คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ ที่ใกล้ชิดกันมาก
ยังมีอีกสองคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำอิตเราะฮ์คือ

1.อะฮ์ลุลบัยต์ แปลว่า ครอบครัว – ประกอบด้วยสามีภรรยาและหมายรวมถึงลูกด้วย

2.อาลิ แปลว่า วงศ์วาน – ลูกหลานเหลนในตระกูล เช่น อาลิมุฮัมมัดคือ วงศ์วานของมุฮัมมัด


۩  อะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1.   อะฮ์ลุลบัยต์  คอศ (พิเศษ)  – أَهْلُ الْبَيْتِ الْخَاصَّةِ

2.   อะฮ์ลุลบัยต์  อาม (ธรรมดา) – أَهْلُ الْبَيْتِ الْعَامَّةِ

1 – วงศ์วานของอะลี,
2 – วงศ์วานของอะกีล
3 - วงศ์วานของญะอ์ฟัร
4 – วงศ์วานของอับบาส

5 – ภรรยาของท่านนบี ที่มาจากตระกูลกุเรชคือ

1. ท่านหญิงคอดีญะฮ์ บินติ คุวัยลิด,
2. ท่านหญิงอาอิชะฮ์ บินติ อบีบักร,
3. ท่านหญิงฮับเซาะฮ์ บินติ อุมัร,
4. ท่านหญิงอุมมุฮะบีบะฮ์ บินติ อบีสุฟยาน,
5. ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์ บินติ อบีอุมัยยะฮ์,
6. ท่านหญิงเซาดะฮ์ บินติ ซัมอะฮ์ และบางคนก็มาจากตระกูลอื่นคือ
7. ท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะห์ชิน,
8. ท่านหญิงมัยมูนะฮ์ บินติ อัลฮาริษ,
9. ท่านหญิงซัยนับ บินติ คุซัยมะฮ์,
10. ท่านหญิงญุวัยรียะฮ์ อัลกิบตียะฮ์ นอกจากนี้ภรรยาของท่านนบีบางคนก็มิได้มีเชื้อชาติอาหรับ คือ
11.ท่านหญิงซอฟียะฮ์บินติฮุยัยจากบนีนะดีร

ส่วนอีกสองคนที่ท่านนบีได้เลิกไปและมิได้เป็นหญิงที่มาจากสายตระกูลเดียวกับท่านคือ
อัสมาอ์ บินติ นุอ์มาน อัลกินดียะฮ์, ซึ่งหลังท่านนบีได้นิกะห์กับนางแล้ว จึงพบว่า เธอเป็นโรคเรื้อน ท่านจึงได้ส่งนางกลับไปสู่ครอบครัว อีกคนหนึ่งคือ
อัมเราะฮ์ บินติ ยะซีด อัลกิลาบียะฮ์ ซึ่งเธอปฏิเสธที่จะร่วมหลับนอนกับท่านนบี ท่านจึงได้ส่งนางกลับไปสู่ครอบครัว

ท่านอะลี บุตรอบีตอลิบกับท่านหญิงฟาติมะฮ์ บุตรีนบีมุฮัมมัดมีบุตรด้วยกันดังนี้

1,ฮาซัน 2,ฮุเซน 3,ซัยนับ 4,อุมมุ กุลซูม 5,มุห์ซินเสียชีวิตในครรภ์
หลังจากท่านหญิงฟาติมะฮ์เสียชีวิตไปแล้ว ท่านอะลีได้แต่งงานใหม่อีกหลายครั้ง และมีบุตรกับภรรยาใหม่อีก 13 คนคือ :

ท่านอะลีกับท่านหญิงอุมมุลบะนีน บินติฮิซามมีบุตรด้วยกันสี่คนคือ

1. อับบาส บุตรของท่านอะลี
2. อับดุลลอฮ์ บุตรของอะลี
3. ญะอ์ฟัร บุตรของอะลี
4. อุษมาน บุตรของอะลี

ท่านอะลีกับท่านหญิงลัยลา บินติมัสอูด อัดดาริมียะฮ์มีบุตรด้วยกันสองคนคือ

5. อับดุลลอฮ์ บุตรของอะลี
6. อบูบักร บุตรของอะลี

ท่านอะลีกับท่านหญิงอัสมาอ์ บินติ อุมัยสฺมีบุตรด้วยกันคือ

7. ยะห์ยา บุตรของอะลี
8. มุฮัมมัด อัลอัศฆ็อร บุตรของอะลี
9. อูน บุตรของอะลี

ท่านอะลีกับท่านหญิงอุมมุฮะบีบ บินติ เราะบีอะฮ์มีบุตรด้วยกันคือ
10. รุกอยยะฮ์ บุตรของอะลี
11. อุมัร บุตรของอะลี  (เสียชีวิตขณะอายุได้ 35 ปี)

ท่านอะลีกับท่านหญิงอุมมุ มัสอูด บินติอุรอวะฮ์ บินมัสอูด อัสษะเกาะฟีมีบุตรด้วยกันคือ

12. อุมมุลฮาซัน บุตรของอะลี
13. รอมละฮ์ อัลกุบรอ บุตรของอะลี
บุตรของท่านอะลีทั้ง 13 คนนี้คือพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันกับท่านฮาซันและท่านฮุเซนแต่ต่างมารดากัน


Θ ฮะดีษกีซา

นับได้ว่าฮะดีษกีซาเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่โลกมุสลิมมิอาจแกล้งทำเป็นไม่รู้จักว่าใครคืออะฮ์ลุลบัยต์นบี ? ยกเว้นคนตะอัศซุบ(ผู้ดื้อดึง)ต่อฮะดีษษะก่อลัยน์ที่บอกอย่างชัดเจนว่า มุสลิมจำเป็นต้องปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยต์นบี  คนดื้อดึงเหล่านี้เลยหาทางออกด้วยวิธีสร้างความสงสัยต่อคำว่าอะฮ์ลุลบัยต์มาใช้แทน จะเห็นได้ว่าพวกเขาพยายามสร้างความคลุมเครือให้กับคำ “ อะฮ์ลุลบัยต์ ” ด้วยการป้อนคำถามว่า  อะฮ์ลุลบัยต์เป็นใคร ? ภรรยานบีไม่ใช่หรือ ? ท่านนบีไม่เคยกล่าวว่า ซัลมาน คืออะฮ์ลุลบัยต์ของเราหรือไง ? แล้วอบู ญะฮัลก็เป็นอะฮ์ลุลบัยต์เหมือนกันใช่ไหม ? คำถามเหล่านี้มีจุดหมายคือต้องการบิดเบือนความหมายที่แท้จริงของฮะดีษษะก่อลัยน์  เพราะมันเป็นฮะดีษที่บ่งบอกถึงตำแหน่งอิมามะฮ์ของอะฮ์ลุลบัยต์  ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย คือซุนนี่/ชีอะฮ์  เรามาค้นหาความจริงกันว่า อะฮ์ลุลบัยต์คือ อะลีหรือภรรยานบี  ?

อัลลอฮ์ตรัสว่า :

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا

อันที่จริง อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ที่จะขจัดความโสมมออกจากพวกเจ้า โอ้อะฮ์ลุลบัยต์ของนะบี  และ(ทรงประสงค์ที่จะ)ชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ )  


บทที่ 33 โองการที่ 33


เป็นที่รู้กันดีว่าโองการนี้พูดถึง อะฮ์ลุลบัยต์ของนบีมุฮัมมัด แต่เราต้องการทำความเข้าใจว่าอะฮ์ลุลบัยต์นบีในโองการนี้เป็น

อะฮ์ลุลบัยต์ คอศ (พิเศษ) หรือ อะฮ์ลุลบัยต์ อาม (ธรรมดา) ?

เราจะให้ท่านนบีมุฮัมมัดเป็นผู้อธิบายความหมายของคำว่าอะฮ์ลุลบัยต์ที่กล่าวอยู่ในโองการนี้เอง


หะดีษที่ 1 ►ซูเราะตุลอะห์ซาบ บทที่ 33 โองการที่ 33  ถูกประทานลงมาที่บ้านของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์  
 
عَنْ عُمَرَ بْنِ أَبِيْ سَلَمَة رَبِيْبِ النَّبِيّ ( ص ) قَالَ : لمَاَّ نَزَلَتْ هذِهِ الْآيَةُ عَلَى النَّبِيِّ ( ص )   :
{ ... إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا }  فِيْ بَيْتِ أُمِّ سِـلَمَة ،
فَدَعَا فَاطِمَةَ وَ حَسَناً وَ حُسَيْناً ، وَ عَلِيٌّ خَلْفَ ظَهْرِهِ ، فَجَلَلَّهُمْ بِكِسَاءٍ ،
ثُمَّ قَالَ : \\\" اللّهُمَّ هَؤُلاءِ أهْلُ بَيْتِيْ ، فَأذْهِبْ عَنْهُمُ الرِّجْسَ وَ طَهِّرْهُمْ تَطْهِيْراً \\\" .
قَالَتْ أُمُّ سَلَمَة : وَ أنَا مَعَهُمْ يَا نَبِيَّ اللهِ ؟  قَالَ : \\\" أنْتِ عَلَى مَكَانِكِ وَ أنْتِ عَلَى خَيْرٍ \\\"
صحيح الترمذي  ح : 2562 نوع الحديث : صحيح

ท่านอุมัร บุตรอบีสะละมะฮ์ บุตรบุญธรรมของท่านนบี(ศ็อลฯ)เล่าว่า : ตอนที่โองการนี้ได้ประทานลงมาแก่ท่านนบี(ศ) คือ  :  อันที่จริง อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ที่จะขจัดความโสมมออกจากพวกเจ้า โอ้อะฮ์ลุลบัยต์ของนบี  และ(ทรงประสงค์ที่จะ)ชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ )  
ณ.ที่บ้านของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์ (ร.ฎ.)  
ท่านนบีฯได้เรียกท่านหญิงฟาติมะฮ์  ฮาซันและฮูเซนมาและท่านอะลีอยู่ข้างหลังท่าน แล้วท่านได้คลุมพวกเขาด้วยผ้ากีซาอ์จากนั้นท่านกล่าวว่า :
“ โอ้อัลลอฮ์  พวกเขาคืออะฮ์ลุลบัยต์ของข้าพเจ้า “
ขอพระองค์โปรดขจัดความโสมมให้พ้นไปจากพวกเขา และได้โปรดชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์(ร.ฎ)กล่าวว่า : ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่พร้อมกับพวกเขาด้วยเถิด  โอ้ท่านศาสดาแห่งอัลเลาะฮ์   ท่านตอบว่า :  เธออยู่บนที่ของเธอและเธออยู่บนความดี

สถานะของหะดีษ : ซอฮี๊ฮฺ  ดูหนังสือซอฮีฮุต-ติรมิซี  
ตรวจทานโดยเชคมุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานี  หะดีษที่ 2562



หะดีษที่ 2 ►

ท่านอะลี ฟาติมะฮ์ ฮาซันและฮูเซนคือ อะฮ์ลุลบัยต์ คอศ

عَنْ أُمِّ سَلَمَةَ أَنَّ النَّبِىَّ -صلى الله عليه وسلم- جَلَّلَ عَلَى الْحَسَنِ وَالْحُسَيْنِ وَعَلِىٍّ وَفَاطِمَةَ كِسَاءً ثُمَّ قَالَ « اللَّهُمَّ هَؤُلاَءِ أَهْلُ بَيْتِى وَخَاصَّتِى أَذْهِبْ عَنْهُمُ الرِّجْسَ وَطَهِّرْهُمْ تَطْهِيرًا ».
فَقَالَتْ أُمُّ سَلَمَةَ وَأَنَا مَعَهُمْ يَا رَسُولَ اللَّهِ قَالَ « إِنَّكِ إِلَى خَيْرٍ ».
صحيح الترمذي  ح : 3038 نوع الحديث : صحيح

ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮาเล่าว่า : แท้จริงท่านนบีฯได้เอาผ้ากีซาอ์คลุมบนตัวอัลฮาซัน ,อัลฮูเซน,อะลีและฟาติมะฮ์ จากนั้นท่านกล่าวว่า  :
โอ้อัลลอฮ์บุคคลเหล่านี้คืออะฮ์ลุลบัยต์ของฉันและเป็น(อะฮ์ลุลบัยต์)พิเศษของฉัน
โปรดขจัดความโสมมออกจากพวกเขา และโปรดชำระพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยเถิด
ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์กล่าวว่า : ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่พร้อมกับพวกเขาด้วยเถิด  โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์     ท่านตอบว่า :  เธอไปยังความดี

สถานะของหะดีษ : ซอฮี๊ฮฺ  ดูหนังสือซอฮีฮุต-ติรมิซี  
ตรวจทานโดยเชคมุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานี  หะดีษที่ 3038



หะดีษที่ 3 ►


ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮาได้รายงานหะดีษกิซาไว้สั้นๆว่า

عَنْ عَائِشَة قَالَتْ : \\\" خَرَجَ النَّبِيُّ صلَّى الله عليه وسلم غَدَاةً وَ عَلَيْهِ مِرْطٌ  مُرَحِّلٌ  مِنْ شَعْرٍ أَسْوَد فَجَاءَ الْحَسَنُ بْنُ عَلِيٍّ فَأَدْخَلَهُ ، ثُمَّ جَاءَ الْحُسَيْنُ فَدَخَلَ مَعَهُ ، ثُمَّ جَاءَتْ فَاطِمَةُ فَأَدْخَلَهَا ، ثُمَّ جَاءَ عَلِيٌّ فَأَدْخَلَهُ ، ثُمَّ قَالَ :{ ... إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا }.

ท่านหญิงอาอิชะฮ์เล่าว่า :  ท่านนบี (ศ)ได้ออกมาในตอนเช้าวันหนึ่ง ที่ท่านมีผ้าห่ม(กีซาอ์)สีดำปักลายรูปการเดินทางของอูฐ เมื่อฮาซันบุตรของอะลีมาถึงท่านก็ให้เข้าไปอยู่ในผ้าห่ม หลังจากนั้นฮูเซนมาถึงก็เข้าไปอยู่ด้วย จากนั้นฟาติมะฮ์ได้มาถึง ท่านก็ได้ให้เข้าไปอยู่ด้วย เมื่ออาลีมาถึงท่านก็ให้เข้าไปอยู่ในผ้าห่มกับท่านด้วย แล้วท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า : ( อันที่จริง อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ที่จะขจัดความโสมมออกจากพวกเจ้า โอ้อะฮ์ลุลบัยต์ของนบี  และ(ทรงประสงค์ที่จะ)ชำระพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ )              
ซอฮีฮุ มุสลิม   หะดีษที่ 4450


۞  สรุป

1.   โองการนี้มีชื่อว่า อายะตุฏ-ตัฏฮีร - โองการแห่งความบริสุทธิ์
2.   บทที่ 33 : 33 ถูกประทานลงมาที่บ้านของท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์
3.   หะดีษนี้มีชื่อว่า หะดีษ กีซาอ์ - ผ้าคลุมกีซาอ์
4.   ท่านนบีฯเรียก อะลี ฟาติมะฮ์ ฮาซันและฮูเซนว่า อะฮ์ลุลบัยต์คอศ  ดังที่ตัวบทหะดีษระบุว่า ( هؤُلاَءِ أَهْلُ بَيْتِيْ وَخَاصَّتِيْ ) พวกเขาเหล่านี้คืออะฮ์ลุลบัยต์พิเศษของฉัน
5.   หะดีษกีซาอ์ได้กำหนดว่า “ อะฮ์ลุลบัยต์คอศ “  คือ
1.   อะลี บุตร อบู ตอลิบ อะลัยฮิสสลาม
2.   ฟาติมะฮ์ บุตรีรอซูลุลเลาะฮ์ อะลัยฮัสสลาม
3.   ฮาซัน บุตรอะลี อะลัยฮิสสลาม
4.   ฮูเซน บุตรอะลี อะลัยฮิสสลาม


Φ ความจริงเกี่ยวกับอายะฮ์ตัฏฮีร

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) มีวันหนึ่งท่านอยู่ที่บ้านภรรยาของท่านชื่อท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์ (ร.ฎ.)    มีโองการหนึ่งได้ประทานลงมา   ท่านจึงให้ไปเรียกท่านอะลี,ฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซน(อ)มาพบ  แล้วท่านได้เอาผ้ากีซาคลุมพวกเขาทั้งสี่คน  จากนั้นท่านกล่าวว่า : ( اللهم هؤلاء أهل بيتي )  อัลลอฮุมมะ ฮาอุลาอิ อะฮ์ลุ บัยตี แปล โอ้อัลเลาะฮ์ พวกเขาเหล่านี้คือ อะฮ์ลุลบัยต์ของข้าพเจ้า  

۩ บรรดาบุคคลที่ยืนยันว่า อะฮ์ลุลบัยต์พิเศษคือท่านอะลี,ฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซนคือ :

* ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ)

* ท่านหญิงฟาติมะฮ์ บินติ มุฮัมมัด

* ภรรยานบี(ร.ฎ.) มีสองคน
1, ท่านหญิงอาอิชะฮ์  
2,ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์

* ซอฮาบะฮ์นบี(ร.ฎ.) มี 17 คน
1.อบู สะอีด อัลคุดรีย์
2.อบู บะร่อซะฮ์
3.อบุล ฮัมรอห์
4.อบู ลัยลา อัลอันซอรีย์
5.อะนัส บิน มาลิก
6.อัลบัรรออ์ บิน อาซิบ
7.เษาบาน
8.ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัลอันศอรีย์
9.เซด บิน อัรก็อม
10.ซัยนับ บินติ อบี สะละมะฮ์
11.สะอัด บิน อบี วักก็อศ
12.ซอเบี๊ยะห์ คนรับใช้อุมมุ สะละมะฮ์
13.อับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร
14.อัลดุลลอฮ์ บิน อับบาส
15.อุมัร บิน อบี สะมะมะฮ์
16.อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ
17.วาษิละฮ์  บิน อัลอัสเกาะอ์
   
* บรรดาอิม่ามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์นะบี

1,อิม่ามอะลี บิน อบีตอลิบ
2,อิม่ามฮาซัน บิน อะลี
3,อิม่ามฮุเซน บิน อะลี
4,อิม่ามอะลี บิน ฮุเซน
5,อิม่ามมุฮัมมัด บิน อะลี
6,อิม่ามญะอ์ฟัร บิน มุฮัมมัด
7,อิม่ามมูซา บิน ญะอ์ฟัร
8,อิม่ามอะลี บิน มูซา
9,อิม่ามมุฮัมมัด บิน อะลี
10,อิม่ามอะลี บิน มุฮัมมัด
11,อิม่ามฮาซัน บิน อะลี
12,อิม่ามมุฮัมมัดมะฮ์ดี บิน ฮาซัน อัสการี
ทุกคนมักจะกล่าวเสมอว่า - نحن أهل بيت النبتي – พวกเราคืออะฮ์ลุลบัยต์นบี

* รายชื่อ 40 มุฟัสสิรชีอะฮ์ที่กล่าวว่า : อะอ์ลุลบัยต์ในอายัตตัฏฮีรนั้นหมายถึง : ท่านนบีมุฮัมมัด,อะลี,ฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซน (อ) :

1.   ตัฟสีรฟุรอต กูฟีย์ เล่ม1หน้า331 โดยฟุรอต บินอิบรอฮีมอัลกูฟีย์ (ฮศ.255-300)
2.   ตัฟสีรอัลฮิบรีย์ เล่ม1หน้า297 โดยอบู อัลดุลลอฮ์ อัลกูฟี อัลฮุเซนบินอัลฮะกัม(ฮศ.286)
3.   ตัฟสีรอัลกุมมีย์ เล่ม2หน้า189โดยอบุลฮาซัน อาลี บินอิบรอฮีม บินฮาชิม อัลกุมมีย์(มรณะฮศ.307)
4.   ตัฟสีรอัลอะยาชีย์ เล่ม1หน้า215โดยอัลอะยาชีย์(มรณะฮศ.320)
5.   ตัฟสีรอัต-ติบยาน เล่ม8หน้า338 โดยอบู ญะอ์ฟัร มุฮัมมัดบินฮเซนบินอาลีอัฏ-ฏูซีย์(เกิดฮศ.460)
6.   ตัฟสีรญะวามิอุล ญามิ๊อ์ เล่ม3หน้า313 โดยอะมีนุดดีน อบูอาลี อัลฟัฎล์ บินฮาซัน อัฏ-ฏ็อบรอซีย์ (เกิดฮศ.549)
7.   ตัฟสีรเราฎุล ญินาน วะรูฮุล ญินาน เล่ม 15หน้า414  โดยฮุเซน บินอะลี มุฮัมมัดบินอะหมัด อัลคุซาอี อันนัยซาบูรีย์(เกิดฮศ.552)
8.   ตัฟสีรมุตะชาบิฮุลกุรอาน เล่ม2หน้า52  โดยอิบนุ ชะฮัร ออชูบ มาซินดะรอนีย์(ฮศ.489-588)
9.   ตัฟสีรกาซัร  เล่ม 8หน้า 5    โดยอบุล มะฮาซิน อัลฮุเซนบินฮาซัน อัลญุรญานีย์(เกิดปลายศตวรรษฮศ.ที่900)
10.   ตัฟสีรตะอ์วีลุลอาย๊าต ซอฮิรอต หน้า439 โดยสัยยิดชะรอฟุดดีน ฮุซัยนี อิสติร ออบอดีย์ (มรณะฮศ.940)
11.   ตัฟสีรมะวาฮิบ อะลัยฮิ  เล่ม 3หน้า477 โดยกะมาลุดดีน ฮุเซน วาอิซ กาชีฟีย์ (เกิดฮศ.910)
12.   ตัฟสีรมันฮะญุซ-ซอดิกีน  เล่ม 7หน้า315 โดยมุลลา ฟัตฮุลลอฮ์ อัลกาชานีย์ (เกิดฮศ.977-988)

13.   ตัฟสีรชะรีฟ ลาฮีญีย์ เล่ม 3หน้า 63 โดยเชคอาลี ชะรีฟ อัลลาฮีญีย์ (เกิดฮศ.1088)
14.   ตัฟสีรอิษนา อะชัร เล่ม 10หน้า439 โดยฮุเซน บินอะหมัด อัลฮุซัยนี ชาฮ์ อัลดุลอะซีมีย์ (เกิดฮศ.1384)
15.   ตัฟสีรอันวารุ ดิรัคชอน เล่ม13หน้า103 โดยสัยยิดมุฮัมมัด อัลฮุซัยนีอัลฮะมะดานีย์
16.   ตัฟสีรญามิ๊อ์  เล่ม5หน้า351 โดยสัยยิด อิบรอฮีม อัลบุรูญัรดีย์
17.   ตัฟสีรฮุจญะตุต-ตะฟาสีร เล่ม5หน้า217  โดยอัลดุลฮุจญะฮ์ อัลบะลาฆีย์
18.   ตัฟสีรกัชฟุล ฮะกออิก เล่ม2หน้า885 โดยมุฮัมมัดกะรีม อัลอะละวี อัลฮุซัยนีย์
19.   ตัฟสีรคุส รูว์ เล่ม7หน้า29 โดยชาฮ์ซอเดะฮ์ อาลี เรซ่า มีรซาคุสรูวานีย์(เกิดฮศ.1386)
20.   ตัฟสีรอามิลีย์ เล่ม7หน้า179 โดยอิบรอฮีม อัลอามิลีย์
21.   ตัฟสีรอะห์สะนุลฮะดีษ เล่ม8 หน้า352 โดยสัยยิดอาลี อักบัร กุเรชีย์
22.   ตัฟสีรอัซ-ซอฟีย์ เล่ม4หน้า186 โดยเมาลามุห์ซิน เฟซกาชานีย์(เกิดฮศ.1091)
23.   ตัฟสีรอัลบุรฮาน เล่ม4หน้า307โดยสัยยิดฮาชิม อัลบะห์รอนีย์(เกิดฮศ.1107)
24.   ตัฟสีรนูรุษ-ษะก่อลัยน์ เล่ม4หน้า268 โดยเชคอับดุ อาลี บินญุมอะฮ์ อัลอะรูซี อัลฮุวัยซีย์ (เกิดฮศ.1112)
25.   ตัฟสีรอัลมุอีน เล่ม2หน้า111 โดยเมาลานูรุดดีน มุฮัมมัด บินมุรตะฎอ อัลกาชานีย์(มรณะหลังฮศ.ที่1115)
26.   ตัฟสีรกันซุล ดะกออิก เล่ม10หน้า371 โดยเชคมุฮัมมัดบินมุฮัมมัด ริฎอ อัลกุมมี อัลมัชฮะดีย์ (อาลิมในยุคศตวรรษที่12ฮศ.)
27.   ตัฟสีรอัลเญาฮะรุษ-ษะมีน เล่ม5หน้า145 โดยสัยยิดอับดุลลอฮ์ ชุบบัร(เกิดฮศ.1242)
28.   ตัฟสีรบะยานุสสะอาดะฮ์ เล่ม3หน้า245 โดยฮัจญีซุลตอน มุฮัมมัด อัลญะนาบิซีย์(เกิดฮศ.1327)
29.   ตัฟสีรมุกตะนียาตุด-ดุร็อร เล่ม7หน้า300โดยมีรสัยยิด อาลี อัลฮาอิรี อัฏเตฮฺรอนีย์(เกิดฮศ.1340)
30.   ตัฟสีรตักรีบุลกุรอาน เล่ม22หน้า12 โดยสัยยิดมุฮัมมัด อัลฮุเซน อัช-ชีรอซีย์  
31.   ตัฟสีรอัลมุนีร เล่ม6หน้า293 โดยมุฮัมมัด อัลกัรมีย์
32.   ตัฟสีรอัลกาชิฟ เล่ม6หน้า215 โดยมุฮัมมัด ญะวาด มุฆนียะฮ์(เกิดฮศ.1400)
33.   ตัฟสีรอัลมีซาน เล่ม16หน้า327 โดยสัยยิดอัลลามะฮ์ตะบาตะบาอีย์(เกิดฮศ.1402)
34.   ตัฟสีรมัคซะนุล อิรฟาน เล่ม8หน้า223 โดยบอนูเย่ อิศฟะฮานีย์(เกิดฮศ.1404)
35.   ตัฟสีรอัลญะดีด เล่ม5หน้า435 โดยเชคมุฮัมมัด ซับซะวอรีย์ อัน-นะญะฟีย์(เกิดฮศ.1410)
36.   ตัฟสีรอัฏยะบุลบะยาน เล่ม10หน้า500โดยสัยยิดอับดุลฮุเซน ต็อยยิบ(เกิดฮศ.1411)
37.   ตัฟสีรมิน ฮุดา อัลกุรอาน เล่ม10หน้า322 โดยอยาตุลลอฮ์สัยยิดมุฮัมมัด ตะกี อัลมุดัรริซีย์
38.   ตัฟสีรอัลบะซออิร เล่ม32หน้า25โดยยะอ์ซูบุด-ดีน รัตเตะก็อร ญูเยบอรีย์
39.   ตัฟสีรมิน วะห์ยิล กุรอาน เล่ม18หน้า315โดยอยาตุลลอฮ์สัยยิดมุฮัมมัด ฮุเซนฟัฎลุลลอฮ์
40.   ตัฟสีรอัลอัมษัล เล่ม13หน้า221 โดยอยาตุลลอฮ์ นาศิร มะการิม อัช-ชีรอซีย์
เมื่อท่านเปิดดูซูเราะฮ์ที่ 33 อายะฮ์ที่ 33 ทุกตัฟสีรจะกล่าวตรงกันว่า : อะอ์ลุลบัยต์ในอายัตตัฏฮีรนั้นคือ : ท่านนบีมุฮัมมัด,อะลี,ฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซน (อ)


* รายชื่อ 10 มุฟัสสิรซุนนี่ที่กล่าวว่า ว่า : อะอ์ลุลบัยต์ในอายัตตัฏฮีรนั้นหมายถึง : ท่านนบีมุฮัมมัด,อะลี,ฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซน (อ) :
1- ตัฟสีรอัฏ-ฏ็อบรีย์ โดยอิบนุ ญะรีร อัฏ-ฏ็อบรีย์(มรณะฮศ.310)
2 - ตัฟสีรอิบนุ อะตียะฮ์  โดยอิบนุ อะตียะฮ์  ( มรณะฮศ.542 )
3 - ตัฟสีรอันนุกัต วัลอุยูน โดยอัลมาวัรดีย์(ฮศ.450)
4 – ตัฟสีรมะอาลิมุต-ตันซีล โดยอัลบะฆ่อวีย์ (มรณะฮศ.510)
5 - ตัฟสีรุลกุรอาน โดยอิบนุ อับดุสลาม(มรณะฮศ.660)
6 – ตัฟสีร ลุบาบุต-ตันซีล ฟีมะอานิต-ตันซีล โดยอัลคอซิน (มรณะฮศ.741)
7- ตัฟสีรบะห์รุลมุฮีฏ โดยอบู ฮัยยาน(มรณะฮศ.745)
8 - ตัฟสีรอัลญะวาฮิรุล ฮิซาน โดยอัษ-ษะอาละบีย์(มรณะฮศ.875)
9 - ตัฟสีรอัดดุรรุล มันษูร  โดยสิยูตีย์(ฮศ.911)
10 - ตัฟสีรฟัตฮุลกอดีร  โดยอัช-เชากานีย์(มรณะฮศ.1250)


ชีอะฮ์เข้าใจเหมือนที่ท่านนะบี(ศ),บุตรสาวนบี,ภรรยานบี,ซอฮาบะฮ์,และบรรดาอิม่ามที่มาจากอะฮ์ลุลบัยต์นบีรวมทั้งนักตัฟสีรฝ่ายชีอะฮ์และซุนนี่เข้าใจคือ อะฮ์ลุลบัยต์ในอายัตตัฏ   ฮีรคือท่านนบีมุฮัมมัด,อะลีฟาติมะฮ์,ฮาซันและฮุเซน อะลัยฮิมุสสลาม

ชีอะฮ์จึงเข้าใจว่า อะฮ์ลุลบัยต์ในฮะดีษษะก่อลัยน์ที่นะบีมุฮัมมัด(ศ)สั่งให้ปฏิบัติตามหมายถึง ท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ


Share me

Digg  Facebook  SlashDot  Delicious  Technorati  Twitter  Google  Yahoo

 

Back to top