ผู้เขียน หัวข้อ: อายะฮฺมุบาฮะละห  (อ่าน 833 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ itroh

  • ระดับ นักเรียนประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ความเคลื่อนไหว:
    0%
  • คะแนนน้ำใจ: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
อายะฮฺมุบาฮะละห
« เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 01:27:47 PM »

بسم الله الرحمن الرحيم

อายะฮฺมุบาฮะละห

               คำว่า “มุบาฮะละห์” คือการท้าสาบานให้ประสบกับความวิบัติ
              สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้เผชิญหน้ากับบรรดาบาทหลวงของชาวนะศอรอ หลังจากที่สารเชิญชวนสู่อิสลามของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ถูกส่งไปที่เมืองนัจญ์รอน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของชาวนะศอรอ  
ด้วยนามพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บ
จากมูฮัมหมัดผู้เป็นนบีและรอซูลของอัลลอฮ์
ถึงสังฆราชแห่งนัจญ์รอนและชาวเมืองนัจญ์รอนทั้งหลาย                
ข้าพเจ้าส่งความสรรญเสริญพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บมายังพวกท่าน โดยข้าพเจ้าขอเชิญชวนพวกท่านสู่การสักการะต่อพระเจ้า แทนการสักการะต่อปวงบ่าว และข้าพเจ้าเชิญชวนท่านสู่การปกครองของพระเจ้าแทนการปกครองของปวงบ่าว หากพวกท่านไม่ตอบรับคำเชิญนี้ก็ต้องจ่ายภาษีคุ้มครอง และหากพวกท่านปฏิเสธข้าพเจ้าก็ขอประกาศสงคราม วัสสลาม

               หลังจากที่อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ สังฆราชแห่งเมืองนัจญ์รอนได้รับสารที่ส่งถึงแล้ว ทำให้ต้องเรียกประชุมข้าราชบริพานและประชาราษฎร์ด่วนทันที โดยในที่ประชุมซึ่งที่ประกอบด้วยบรรดานักบวช,สมณศักดิ์ ,ผู้อุวโส,และผู้ทรงเกียรติแห่งนัจญ์รอน ซึ่งต่างก็ออกความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในที่สุดก็มีมติให้ส่งคณะทูตไปเจรจา
               คณะทูตจำนวน 60 คน โดยมีพระสังฆราช อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ ร่วมเดินทางมาด้วยพร้อมกับพระสังฆนายก “อากิ๊บ” และบาทหลวง “อัยฮัม” ทั้งสามนี้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาโดยพวกเขาอยู่ในชุดนักบวชเต็มยศ สวมเครื่องประดับทองเหลืองอร่าม บ้างก็แบกไม้กางเขนไว้บนบ่า

               เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงนคนมะดีนะห์ก็มุ่งตรงไปที่มัสยิดนบีทันที ขณะนั้นเป็นเวลาอัศร์ ท่านนบีและเหล่าศอฮาบะห์ได้ละหมาดอัศริกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้ให้สลามแก่ท่านนบี แต่ท่านก็มิได้ตอบรับสลามแต่อย่างใด  ขณะนั้นเป็นเวลาสวดมนต์ของชาวนะศอรอพอดี พวกเขาจึงขอใช้มัสยิดของท่านนบีเป็นสถานที่สวดมนต์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าศอฮาบะห์ แต่ท่านนบีก็อนุญาตให้พวกเขาใช้สถานที่ หลังจากพวกเขาสวดมนต์เสร็จก็ได้เริ่มเจรจาความกับท่านรอซูล ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  โดยแต่ละคนต่างก็พยายามอธิบายความเชื่อของตนเอง บ้างก็กล่าวว่า อีซาคืออัลลอฮ์,บ้างก็ว่าอีซาคือพระบุตร และบ้างก็อ้างตรีเอกานุภาพ (พระบิด-พระบุตร-พระจิต) ท่านนบีได้ฟังพวกเขาอธิบายอย่างสงบ แต่เมื่อพวกเขาพูดจบ
               ท่านนบีก็กล่าวว่า “ท่านทั้งสองจงรับอิสลามเถิด”  
               พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับแล้ว”
               ท่านนบีกล่าวว่า “ท่านยังไม่ได้ยอมรับหรอก จงรับรับอิสลามเถิด”
               พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับมาก่อนท่านเสียอีก”
               ท่านนบีกล่าวว่า “พวกท่านกล่าวเท็จ ท่านทั้งสองปิดกั้นอิสลามต่างหาก โดยท่านทั้งสองอ้างว่า อัลลอฮ์ทรงมีบุตร พวกท่านบูชาไม้กางเขน และพวกท่านก็กินหมู”
               พวกเขากล่าวว่า “แล้วใครคือพ่อของอีซาละมูฮัมหมัดเอ๋ย”
               ท่านนบีนิ่งไม่ได้ตอบคำถามของพวกเขาด้วยตัวท่านเอง แต่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอัลกุรอานมาให้ท่านนบีตอบแก่พวกเขาว่า
   แท้จริงอีซา ณ.ที่อัลลอฮ์นั้นก็เปรียบดังอาดำที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน แล้วประกาศิตว่า จงบังเกิดขึ้นและเขาก็บังเกิดขึ้นมา ความจริงในเรื่องของอีซามาจากองค์อภิบาลของเจ้า ฉะนั้นเจ้าอย่าเป็นหนึ่งในหมู่ผู้สงสัย” ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 60

               การสนทนายังยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่พวกเขาไม่ยอมรับอิสลามตามคำเชิญชวนของท่านนบี พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ประทานอายะห์ มุบาฮะละห์ มาเพื่อให้นบีประกาศสาบานกับพวกเขาว่า ขอให้ประสบกับความหายนะหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกล่าวเท็จ
อายะห์มุบาฮะละห์

   ดังนั้นผู้ใดที่โต้แย้งกับเจ้าในเรื่องของอีซา หลังจากได้ที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว ก็จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน พร้อมทั้งตัวของเราและตัวของพวกท่าน แล้วเราก็วิงวอนขอให้ประสบกับความวิบัติ โดยเราจะขอการสาปแช่งของอัลลอฮ์ให้มีแก่บรรดาผู้โกหก” ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 61

                 ในบันทึกฮะดีษหลายบทรายงานตรงกันว่า บาทหลวงนะศอรอต่างก็ถกเถียงกันเองว่าจะรับคำมุบาฮะละห์นี้หรือไม่ และในที่สุดพวกเขายอมรับเงื่อนไขที่จะจ่าย “ญิชยะห์” ซึ่งในบันทึกของท่านอิหม่ามบุคคอรี รายงานว่า

   ทั้งสองได้กล่าวว่า พวกเราจะให้ตามที่ท่านเสนอ และได้โปรดส่งคนที่ซื่อสัตย์ไปพร้อมกับพวกเรา แต่อย่าส่งผู้ใดไปกับพวกเรานอกจากผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้น ท่านนบีกล่าวว่า แน่นอนเราจะส่งผู้ที่ซื่อสัตย์จริงๆไปกับพวกท่าน บรรดาศอฮาบะห์ต่างก็อยากได้รับเกีรตินี้ แต่ท่านนบีกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด อบูอุบัยดะห์ อิบนุลญัรรอฮ์เอ๋ย เมื่อเขาได้ลุกขึ้นยืน ท่านนบีก็กล่าวว่า นี่คือผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาตินี้” ศอเฮียะห์บุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 4029    
         
               และจากเหตุการณ์ “มุบาฮะละห์”ในครั้งนี้ กลุ่มชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองได้นำไปเป็นหลักฐานแต่งตั้งและแสดงฐานะของอิหม่าม เช่นนักวิชากการของชีอะฮ์ชื่อ อัลฮะซันบินยูซุบ อัลมุเฏาะฮ์ฮัร อัลฮุลลีย์ หรือที่รู้จักกันในนาม อัลลามะฮ์ อัลฮุลลีย์ ได้นำเอาอัลกุรอานอายะห์นี้ระบุไว้ในตำราของเขาที่มีชื่อว่า “นะฮ์ญุ้ลฮัก วะกัชฟุลศิดก์” ภายใต้สรรบันเรื่อง  เผยตำแหน่งอิหม่ามของท่านอาลี จากอัลกุรอาน เมื่อเราตามไปดูในหน้าที่ 177 ก็จะได้เห็นความโกหกปลิ้นปล้อนของนักวิชาการชีอะฮ์ผู้นี้ โดยเขาระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า

   บรรดามุฟัซซีรีนได้มีมติว่า (2) คำว่า  ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี”  

                เราได้เห็นเล่ห์เพทุบายของอุลามาอ์ชีอะฮ์ด้วยการอ้างว่า “บรรดามุฟัซซีรีนได้มีมติว่า” แล้วเขาใส่วงเล็บขั้นข้อความไว้เพื่อให้ไปดูฟุตโน้ตด้านล่าง

และเมื่อเราตามไปดูก็พบว่า เขาอ้างชื่อตำราหลายเล่มโดยไม่แสดงตัวบท ไม่ว่าจะเป็นศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด,สุนันอัตติรมีซีย์, มุสตัดร็อกของท่านอัลฮากิ, สุนันอัลบัยฮะกีย์, ตัฟซีรอัตตอบารีย์, ตัฟซีรอัลบัยฏอวีย์,อัลฟุครุดรอซีย์, และอัลกัซซาฟ เป็นต้น

                ตำราเหล่านี้ถูกนำมาอ้างจากการกล่าวของเขาที่ว่า บรรดามุฟัซซีรีนมีมติ  ซึ่งเป็นการบอกว่าเจ้าของตำราทุกเล่มที่กล่าวมามีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ในข้อความที่เขากล่าวต่อจากวงเล็บว่า  “ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี”

             ถ้าผู้อ่านไม่สะกิดใจและไม่ได้ติดตามไปดูตำราที่เขาอ้าง ก็จะเข้าใจไปตามข้อความที่เขาเขียน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ตำราที่เขาอ้างชื่อมานั้นระบุไว้คนละประเด็นกับที่เขาอ้างคือ

หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอายะห์นี้มาว่า “จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน” ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้เรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แล้วกล่าวว่า โอ้พระองค์อัลลอฮ์ พวกเขาคือครอบครัวของฉัน”

หมายเหตุ แม้เนื้อความในฮะดีษบทนี้จะกล่าวว่า ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เป็นหนึ่งในครอบครัวของท่านนบี แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ขีดกรอบว่าครอบครัวของท่านมีแค่สี่ท่านนี้เท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ค้านกับฮะดีษในบทอื่นๆที่ว่า บรรดาภรรยาของท่าน,วงศ์วานของท่านอาลี,วงศ์วานของอะกี๊ล,วงศ์วานของญะอ์ฟัร และวงศ์วานของอับบาสก็คือหนึ่งในอะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วยตามที่ได้นำเสนอและทำความเข้าใจในตัวบทกันมาแล้ว

               ข้อความที่แสดงนี้จากสุนันอัตติรมีซีย์ ส่วนในศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะฮ์หมัด และบันทึกอื่นๆ ก็สอดคล้องกัน แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือในตัวบทฮะดีษระบุว่าท่านบีเรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แต่อุลามาอ์ชีอะฮ์กลับพูดว่า “ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนคำว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ทำให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮี” แล้วก็อ้างว่าพวกเขามีมติอย่างนี้  นี่คือการบิดเบือนและการแอบอ้างที่ไร้ยางอายที่สุด

ออฟไลน์ L-umar

  • ระดับ ศาสตราจารย์
  • *****
  • กระทู้: 2161
  • ความเคลื่อนไหว:
    0%
  • คะแนนน้ำใจ: +6/-2
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re:อายะฮฺมุบาฮะละห
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2010, 09:09:07 AM »
สำหรับเรื่อง  มุบาฮะละฮ์    เชิญอ่านรายละเอียดได้ที่กระทู้   นี้



http://www.q4sunni.com/believe/index.php?option=com_kunena&Itemid=71&func=view&catid=2&id=1242


Share me

Digg  Facebook  SlashDot  Delicious  Technorati  Twitter  Google  Yahoo

 

Back to top