ผู้เขียน หัวข้อ: กลุ่มวะฮาบีคือใคร  (อ่าน 185 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

มกราคม 19, 2019, 11:22:35 PM
อ่าน 185 ครั้ง

Surapon Sricharoen

  • Administrator
  • ระดับ นักเรียนประถม

  • ออฟไลน์
  • *****

  • 30
  • คะแนนน้ำใจ:
    +0/-0
    • ดูรายละเอียด
กลุ่มวะฮาบีคือใครและทีมาที่ไปของชนกลุ่มน้อยนี้ใครคือผู้นำสูงสุดของชื่อนี้(วะฮ์บีกับชื่ออิบนุอับดุลวาฮาบ) และพวกที่เข่นฆ่าชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์มากที่สุดก็คือวะฮ์บี
ท่านอิหม่าม อิบนุอาบิดีน อัลฮานาฟี ได้กล่าวในหนังสือ ร็อดดุล มุห์ตาร อะลัด ดุรริลมุคตาร เล่ม 4 หน้า 262 ในหัวข้อกิตาบ อัลบิฆอต ว่า

مطلب في أتباع ابن عبد الوهاب الخوارج في زماننا: قوله: "ويكفرون أصحاب نبينا (ص)"

เนื้อหาเกี่ยวกับพวกที่ปฏิบัติตามอิบนุ อับดุลวะฮาบ ซึ่งเป็นค่อวาริจญ์ในสมัยของเรา คำพูดของค่อวาริจญ์คือ พวกเขาจะตักฟีรบรรดาสาวกของท่านนบี(ศ)ของเรา

علمت أن هذا غير شرط في مسمى الخوارج، بل هو بيان لمن خرجوا على سيدنا علي رضي الله تعالى عنه،

ฉันรู้ว่า นี่ไม่ใช่เงื่อนไขในการเรียกชื่อค่อวาริจญ์ แต่มันคือคำอธิบายแก่พวกที่ออกนอก(การเชื่อฟัง)ต่อท่านสัยยิดินาอาลี (ร.ฎ.)

والا فيكفي فيهم اعتقادهم كفر من خرجوا عليه، كما وقع في زماننا في أتباع محمد بن عبد الوهاب الذين خرجوا من نجد وتغلّبوا على الحرمين

เว้นแต่ว่า เพียงพอแล้วในหมู่พวกเขาที่ว่า พวกเขามีความเชื่อว่า ต้องตักฟีรผู้ที่ออกนอก(แนวคิดของ)เขา เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในสมัยของเราในหมู่พวกที่ปฏิบัติตามมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮาบ พวกเขาออกมาจากเมืองนัจญ์ดี และมีอำนาจปกครองฮะรอมทั้งสอง(คือมักกะฮ์และมะดีนะฮ์)

وكانوا ينتحلون مذهب الحنابلة، لكنهم اعتقدوا أنهم هم المسلمون وأن من خالف اعتقادهم مشركون

พวกเขาอ้างตนว่าถือมัซฮับฮัมบาลี แต่พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาคือมุสลิม และผู้ที่ขัดแย้งต่อความเชื่อของพวกเขานั้นคือ พวกมุชริก

واستباحوا بذلك قتل أهل السنّة قتل علمائهم حتى كسر الله شوكتهم وخرب بلادهم وظفر بهم عساكر المسلمين عام ثلاث وثلاثين ومائتين وألف". ا.هـ

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาได้อนุญาตให้เข่นฆ่าชาวอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ เข่นฆ่าอุละมาอ์ของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ จนอัลลอฮ์ทรงทำให้ขวากหนามของพวกเขาแตกหัก และทรงทำลายบ้านเมืองของพวกเขา และกองทัพมุสลิมได้มีชัยต่อพวกเขาในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 1233

وَالَّذِينَ يُؤْذُونَ الْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ بِغَيْرِ مَا اكْتَسَبُوا فَقَدِ احْتَمَلُوا بُهْتَانًا وَإِثْمًا مُّبِينًا

(ซูเราะหฺอัลอะฮฺซาบ - 58)
“และบรรดาผู้กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ในสิ่งที่พวกเขามิได้กระทำ แน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวร้าย และบาปอันชัดแจ้งไว้”
พระศาสดาแห่งอิสลาม
ทรงพระดำรัสว่า

من قال: اني خيرالناس فهومن شرالناس ومن
قال: اني في الجنة فهو في النار،

“บุคคลใดที่กล่าวว่า ฉันคือผู้ที่ดีเลิศ( ดีกว่าบุคคลอื่นๆ)ในหมู่ประชาชาติ เขาคือผู้ที่เลวสุดคนหนึ่งในหมู่ประชาชาตินั้น และบุคคลใดที่กล่าวว่า ฉันคือชาวสวรรค์ ดังนั้นเขาคือ ชาวนรก”

( النوادرللراونزي، ص 107)
لاير مي رجل رجلا بالفسوق ولا يرميه بالكفر الا ارتدت عليه ان لم يكن صا حبه كذ لك

“คนใดก็ตามจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหาว่าชั่ว และจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหา กาเฟร(ผู้ปฏิเสธ)นอกจากผู้กล่าวหาจะ ตกศาสนา เอง หากผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นเช่นนั้น”
บันทึกโดย บุคคอรี ฮาดีษเลขที่ 5585

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงเรื่องนี้ ซึ่งท่านเป็นมุฟตีของนครมักกะฮ์เสียชีวิต 1304 ฮ.ศ ในหนังสือ

"کتاب الدرر السنية"

เล่ม1 หน้า 64 ท่านกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า
“มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮ์ฮาบ ผู้ก่อตั้งลัทธิวะฮ์บี ได้ประกาศไว้ว่า มุสลิมทั้งหมด (จะอยู่ในมัซฮับชาฟีอี มาลีกี ฮานาฟี ฮัมบาลี ชีอะห์ หรือซัยดียะและ.....) คือกาเฟร และมุชริกหมด และกฎนี้ยังรวมถึงอุลามาในอดีตด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นหากใครต้องการจะเป็นมุสลิมจะต้องกล่าว 5 คำปฏิญาณตนก่อน คำปฏิญาณนั้น คือ
1. ปฏิญาณตนในความเป็นเอกะของพระองค์อัลลอฮ์
2. ปฏิญาณตนยอมรับการเป็นรอซูลของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ)
3.ปฏิญาณตนว่าก่อนหน้านี้เคยตกอยู่ในสภาพ "มุชริก" มาก่อน แต่ด้วยกับการยอมรับในหลักการของวะฮ์บีจึงได้เป็นมุสลิมอีกอีกครั้ง!!!!!
4. ปฏิญาณตนยอมรับว่าบิดามารดาที่ตายไปโดยไม่ยอมรับในหลักการของวะฮ์บีเขาตายในสภาพที่เป็นมุชริก!!!!!!
5. ปฏิญาณตนว่าอุลามที่เสียชีวิตไปโดยไม่ได้อยู่ในแนวความเชื่อวะฮ์บีเขาตายไปในสภาพมุชริกและให้สัตสาบานว่าเราไม่มีสิทธ์ที่จะขอการอภัยโทษให้แก่พวกเขาด้วยทั้งสิ้นจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ด้วยเหตุนี้จึงมีการบันทึกไว้ว่าเมื่อครั้งที่พวกวะฮ์บีได้เข้ายึดครองนครมักกะฮ์ได้เป็นผลสำเร็จ พวกเขาได้ฆ่าสังหารอุลามาซุนนี่เป็นพันๆคนด้วยข้อหาที่ว่าพวกเขาคือ กาเฟร และตกอยู่ในสภาพที่เป็น มุชริก อีกทั้งยังเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าแนวความคิดของวะฮ์บี อีกทั้งข้อหาในการเป็นชิริกเพราะว่าพวกเขามีความเชื่อเหมือนกันว่า เราสามารถตะวัซซุลกับท่านนบีได้ เชื่อในเรื่องชะฟาอัต และการเยี่ยมเยือนหลุมฝังศพของท่านนบีและเอาลิยาทั้งหมดถือว่าเป็นการอนุญาติตามหลักชะริอัตของอิสลามนี้คือคำกล่าวของอุลามาซุนนี่ที่พวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแนวความเชื่อของพวกวะฮ์บีตักฟีรี และความป่าเถื่อนที่พวกเขาได้ทำกับผู้รู้ในศาสนานี้ครับไม่ว่าเขาจะเป็นซุนนี่หรือเป็นชีอะห์แม้แต่มัสหับก็ตามที(และนี้ก็คือสี่พู้นำชุนนะห์ดอลาละซาอุ)

ท่านอิมามมาลิก รอฮิมาฮุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า

"มีคนอยู่ 4 ประเภทที่ห้ามศึกษาหาความรู้จากเขาเหล่านั้น

1. อย่าศึกษาหาความรู้จากคนที่โง่เขลาเบาปัญญา เนื่องจากพวกเขาชอบพูดโดยไม่มีพื้นฐานและความรู้ในสิ่งที่ตนเองพูด

2. อย่าศึกษาหาความรู้จากคนที่ชอบทำตามอารมณ์นัฟซูของตนเอง เพราะเขาเหล่านี้จะใช้ความรู้ที่มีอยู่เพื่อสนองความต้องการของนัฟซูเขาเท่านั้น

3. อย่าศึกษาหาความรู้จากคนที่ชอบโกหก เพราะคุณลักษณะของการโกหกคือเนื้อแท้ของบาปกรรมความชั่วทั้งหลาย

4. อย่าศึกษาหาความรู้จากคนที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาได้เผยแพร่ถ่ายทอดออกไป